วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดย คณะเทคโนโลยีการเกษตร จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร "การเพาะเห็ดถั่งเช่า" (รุ่นที่ 12)


มรภ.เชียงใหม่ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร "การเพาะเห็ดถั่งเช่า" (รุ่นที่ 12)

โดย เคหการเกษตร
Capture
           
            การอบรมเชิงปฏิบัติการ การเพาะเห็ดถั่งเช่า รุ่นที่ 12  วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556จัดโดย คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ผศ.ดร.ธัญญา ทะพิงค์แก) ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง เน้นวิชาการความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จจากการเพาะเห็ดถั่งเช่าโดยใช้กรรมวิธีแบบง่าย กิจกรรมการฝึกปฏิบัติประกอบด้วย การเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อเห็ด การเพาะเห็ดถั่งเช่าโดยใช้กรรมวิธีที่คิดค้นโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญา ทะพิงค์แก ซึ่งสามารถนำไปเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ ผู้สนใจขอทราบรายละเอียดและสมัครเข้ารับการฝึกอบรมได้ที่ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300

เกษตร มช.เจ๋ง! ทำสำเร็จเพาะ “ถั่งเช่า” บนดักแด้ไหม

เกษตร มช.เจ๋ง! ทำสำเร็จเพาะ “ถั่งเช่า” บนดักแด้ไหม
ดร.วรรณพร ทะพิงค์แก (ซ้าย) และ รศ.ดร.จิราพร กุลสาริน (ขวา) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่
 - คณะเกษตรศาสตร์ มช.ทำสำเร็จเพาะ “ถั่งเช่า” บนดักแด้ไหม หลังร่วมมือกรมหม่อนไหม-ม.ราชภัฏเชียงใหม่ต่อยอดการวิจัย เผยก่อนหน้าลองใช้ข้าวเป็นฐานเพาะแล้วได้ผลจึงลองหันมาเพาะบนดักแด้ไหมบ้าง เบื้องต้นประสบความสำเร็จเพาะ “ถั่งเช่าหิมะ” ได้ผลดี เตรียมต่อยอดทดลองเพาะ “ถั่งเช่าสีทอง” ต่อ คาดอนาคตช่วยเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เหตุราคาขายเหยียบแสน

      
       รศ.ดร.จิราพร กุลสาริน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงโครงการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในระหว่างการแถลงข่าวประจำปีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมพระยาศรีวิสารวาจา สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันนี้ (21 พ.ย.) ว่า ถั่งเช่า หรือหญ้าหนอนนั้นเป็นเชื้อรากินแมลงชนิดหนึ่งซึ่งมีฤทธิ์ทางยา และมีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ รวมทั้งเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เนื่องจากพบว่ามีสรรพคุณในหลายๆ ด้าน
      
       เช่น การบำรุงร่างกาย บำรุงไต หัวใจ ปอด หลอดลม กล่องเสียง เสริมอายุวัฒนะ ป้องกันเบาหวาน ความดัน เสริมสมรรถภาพทางเพศ และรักษามะเร็ง เป็นต้น อีกทั้งยังมีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอาง ส่งผลให้ถั่งเช่าเป็นที่ต้องการของท้องตลาดอย่างมากในปัจจุบัน
      
       สำหรับโครงการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น ที่ผ่านมาได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงถั่งเช่าใน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ถั่งเช่าสีทอง และถั่งเช่าหิมะ โดยใช้ข้าวเป็นฐานในการเพาะเลี้ยง ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จสามารถเพาะเลี้ยงถั่งเช่าให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี จึงได้ดำเนินการต่อยอดการวิจัยดังกล่าว ด้วยการร่วมกับกรมหม่อนไหม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดำเนินงานวิจัยในโครงการศึกษาแนวทางการเพาะเลี้ยงเชื้อรา Isaria tenuips บนดักแด้ไหม (Bombyx mori) เพื่อผลิตเป็นถั่งเช่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ดักแด้ไหม และสร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกรในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม เนื่องจากหากเพาะเลี้ยงดักแด้ไหมเพื่อขายตามปกติจะมีราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท แต่หากนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าจะได้ราคาที่สูงกว่าอีกหลายเท่า
      
       ด้าน ดร.วรรณพร ทะพิงค์แก คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ร่วมทำการวิจัยเรื่องการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าเปิดเผยว่า แนวความคิดเรื่องการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าบนดักแด้ไหมเกิดจากสภาพตามธรรมชาติของถั่งเช่าที่เจริญเติบโตบนตัวหนอนหรือแมลงอยู่แล้ว แต่การทดลองเพาะเลี้ยงที่ผ่านมาใช้วัสดุอื่นเป็นฐานในการเพาะเลี้ยง
      
       จนกระทั่งเมื่อสามารถเพาะเลี้ยงถั่งเช่าหิมะและถั่งเช่าสีทองได้สำเร็จ จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะลี้ยงบนแมลงอีกทางหนึ่ง และจากความร่วมมือกับกรมหม่อนไหม จึงได้เลือกใช้ดักแด้ไหมมาเป็นวัสดุในการเพาะเลี้ยง และเลือกเพาะเลี้ยงถั่งเช่าหิมะก่อนเป็นชนิดแรก
      
       โดยกระบวนการเพาะเลี้ยงมีขั้นตอนคือ การนำดักแด้ไหมมาฉีดหรือจุ่มสารละลายที่มีหัวเชื้อราถั่งเช่าหิมะ ก่อนจะนำไปเก็บในห้องมืดที่อุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 25-30 วันเพื่อให้เส้นใยเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งหลังจากทดลองมาอย่างต่อเนื่องโดยได้รับการสนับสนุนดักแด้ไหมจากกรมหม่อนไหม พบว่าปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงถั่งเช่าหิมะบนดักแด้ไหมได้สำเร็จและให้ผลผลิตเป็นอย่างดี จึงเตรียมที่จะทดลองเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองบนดักแด้ไหมเป็นลำดับต่อไป เนื่องจากพบว่าการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าบนดักแด้ไหมทำให้ถั่งเช่าที่มีสารสำคัญต่างๆ ในปริมาณมากกว่าถั่งเช่าที่ได้จากการใช้ข้าวเป็นฐานเพาะเลี้ยง
      
       ดร.วรรณพรกล่าวว่า นอกจากการทดลองเพาะเลี้ยงแล้ว คณะผู้วิจัยยังได้ทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปถั่งเช่าที่ได้ในลักษณะต่างๆ เช่น นำมาทำเป็นยา สกัดสารเคมีมาใช้ในด้านเวชสำอาง หรือประยุกต์วิธีการบริโภคง่ายๆ อย่างการนำถั่งเช่าที่อบแห้งแล้วมาชงในรูปแบบของชา เป็นต้น ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประสานไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น คณะแพทยศาสตร์หรือคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อศึกษาว่าจะสามารถนำถั่งเช่าที่ได้จากการเพาะเลี้ยง รวมถึงสารต่างๆ ที่สกัดได้จากถั่งเช่ามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง
      
       ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถเพาะเลี้ยงถั่งเช่าบนดักแด้ไหมได้ ขณะที่ในปัจจุบันราคาขายถั่งเช่าในท้องตลาดนั้น หากเป็นถั่งเช่าสีทองจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 60,000-100,000 บาท
      
       ส่วนถั่งเช่าหิมะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 10,000 บาท ซึ่งจากการดำเนินการวิจัยพบว่า การผลิตถั่งเช่าแห้ง 1 กิโลกรัม จะต้องใช้ถั่งเช่าสดประมาณ 6-10 กิโลกรัม โดยถั่งเช่าสีทองนิยมนำไปใช้ในการรักษาและบำรุงสุขภาพ ส่วนถั่งเช่าหิมะนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง

ถั่งเฉ้าไหมไทย สมุนไพรทองคำ

วิโรจน์  แก้วเรือง
         “ถั่งเฉ้าไหมไทย” กระแสมาแรงแซงทางโค้ง โด่งดังตลอดเดือนสิงหาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน กรมหม่อนไหมต้องรับบทหนัก ปรับกระบวนยุทธในการรับมือกับผู้บริโภค ที่สนใจสมุนไพรชนิดใหม่นี้มากยิ่งกว่าโสม เขากวางอ่อน ฯลฯ ด้วยสรรพคุณอันล้ำเลิศ เป็นสมุนไพรราคาแพงดุจทองคำ ด้วยเป็นทั้งยาอายุวัฒนะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงตับและไต ปรับสมดุลในร่างกาย แถมเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายอีกด้วย จะเป็นจริงหรือไม่โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และติดตามข่าวสารช่องทางอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจว่าจะใช้ถั่งเฉ้าบำรุงร่างกายดีหรือไม่
ความเป็นมา
                ถั่งเฉ้า หรือ หญ้าหนอน ชาวทิเบตเรียกซูคาบุ ชาวจีนเรียกชูเช่าหรือตังถั่งเฉ้า ชาวทิเบตใช้เป็นยาสมุนไพรตำรับทิเบต แก้ไตบกพร่อง บำรุงกำลังในช่วงพักฟื้น กินวันละตัวเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้มกินกับซุปไก่ ซุปเป็ด แต่ไม่ต้มนาน และไม่กินร่วมกับยาอื่น มีการใช้ถั่งเฉ้ากันมาอย่างยาวนาน
                                          www.plengpakjai.net.
           ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝนแรกในต้นเดือนพฤษภาคม ชาวทิเบตและชาวมณฑลยูนนานของจีน จะออกเดินทางขึ้นไปบนที่ราบสูงทิเบตบนเทือกเขาหิมาลัย เพื่อตามล่าหาเห็ดถั่งเฉ้าบนภูเขาที่ระดับความสูงกว่า 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล เช่นเดียวกับชาวเนปาลและชาวภูฏานก็ออกหาเห็ดถั่งเฉ้าธรรมชาติบนเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน แต่นักนิยมถั่งเฉ้าต่างยกนิ้วโป้งให้ถั่งเฉ้าทิเบตว่ามีสรรพคุณทางยามากที่สุด สร้างรายได้ให้ชาวทิเบตที่มีอาชีพเก็บเห็ดถั่งเฉ้ามากถึง 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งปี ด้วยถั่งเฉ้ามีราคาแพง โดยมีกระบวนการค้าขายกันตั้งแต่ในพื้นที่เก็บถั่งเฉ้าสู่ตลาด 5 ขั้นตอน
 
ที่มา : anonbiotec.gratis-foros.com.       ที่มา : thairath.co.th
                1. คนเก็บถั่งเฉ้า ขอบอกมือใหม่อาจเก็บไม่ได้เลยแม้จะพยายามหาเป็นวันๆ ต้องใช้ความชำนาญและความอดทน โดยการคลานไปตามพื้น แหวกหาหญ้าหนอนที่สูงจากพื้นดินราว 2 เซนติเมตร ท่ามกลางหญ้าและพืชชนิดอื่นที่ขึ้นสูงกว่า จะหากันตั้งแต่ฟ้าสางจรดเย็น แล้วรวบรวมขายให้หัวหน้าค่าย
                2. หัวหน้าค่าย(ตาซือ) ผู้ดูแลกฎระเบียบการซื้อขายถั่งเฉ้าของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจมีการซื้อขายผ่านตาซืออีกหลายมือ ราคาอาจสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว ภายใน 3 ชั่วโมง
                3. พ่อค้าขายส่ง ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเมืองซีถัง นำถั่งเฉ้าที่รวบรวมได้ส่งร้านค้าในเมืองอีกทีหนึ่ง
                4. ร้านขายส่ง จะจำหน่ายถั่งเฉ้าแบบขายส่งให้ร้านค้าสมุนไพร
                5. ร้านค้าสมุนไพร จะจำหน่ายถั่งเฉ้าให้ผู้บริโภคโดยทั่วไป แต่ให้ระมัดระวังไม่ว่าท่านจะซื้อถั่งเฉ้าจากคุนหมิง ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะที่เฉินตู มีโอกาสเจอถั่งเฉ้าปลอมมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของแท้ให้สังเกตตรงหัวหนอนจะเป็นมัน และขาหนอนธรรมชาติจะไม่เรียงตัวกันสวยงามเหมือนของปลอมที่ทำจากเครื่องจักร และยังมีหญ้าหนอนที่ชาวจีนเรียกว่า เหอผานดงเซียเช่า(Her Pan Dong Xia Cao) เหมือนหญ้าหนอนทิเบตมาก(Ophiocordyceps sinensis) แต่ไม่มีสรรพคุณทางยาเลย
                ตลาดเซ่อฝาน เป็นย่านการค้าสมุนไพรของฮ่องกง มีการค้าขายถั่งเฉ้ามากที่สุด ราคาตั้งแต่ 21,000-39,000 บาท ต่อถั่งเฉ้าน้ำหนักเพียง 30 กรัม ราคาขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหญ้าหนอนด้วย และที่ตลาดแห่งนี้ยังมีการจำหน่ายถั่งเฉ้าสีทอง(Cordyceps militaris) บรรจุแคปซูลซึ่งมีราคาสูงถึง 15,000 บาทต่อ 50 กรัม
ทำไมผู้คนจึงเรียกหาแต่ถั่งเฉ้า
                ชาวทิเบตใช้เป็นยาสมุนไพรมาอย่างยาวนานดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงปร้าง กระทั่งในปี พ.ศ.2536 นักกรีฑาแชมป์โลกชาวจีนได้เผยเคล็ดลับการได้แชมป์โลก ว่าใช้ถั่งเฉ้าบำรุงกำลังตามคำแนะนำของผู้ฝึกสอน เท่านั้นแหละครับ ผู้คนทั่วโลกทั้งซีกตะวันตกและตะวันออก ต่างแสวงหาถั่งเฉ้าไว้ครอบครองอย่างน้อยขอให้ได้ลองซักครั้ง อย่างที่คนไทยตอนนี้ต่างตื่นเต้นที่เห็น นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหมในขณะนั้น ออกข่าวตามสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ตลอดเดือนสิงหาคม 2556 ว่าประสบความสำเร็จในการเพาะเห็ดถั่งเฉ้าไหมไทย จากการทำวิจัยร่วมกับ รศ.ดร.จิราพร กุลสาริน ดร.วรรณพร ทะพิงค์แก คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.ธัญญา ทะพิงค์แก คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยใช้เชื้อเห็ดถั่งเฉ้าหิมะ(Isaria tenuipes) เพาะบนดักแด้ไหมพันธุ์ไทยได้สำเร็จเป็นคณะแรกของประเทศไทย

              อ.วรรณพร ทะพิงค์แก (ซ้าย) อ.จิราพร กุลสาริน (กลาง) และ วิโรจน์ แก้วเรือง (ขวา)


      โดยก่อนหน้านี้ มีผู้นำเชื้อเห็ดถั่งเฉ้ามาศึกษาทั้งเชิงวิชาการและเชิงการค้าหลายราย แต่เป็นการเพาะบนอาหารชนิดอื่น เช่น ข้าว เท่าที่ทราบมี ดร.ธัญญา ทะพิงค์แก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่       ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ด องค์การสหประชาชาติ ปี 2524-2548 จนกระทั่งสามารถเปิดฝึกอบรมการเพาะเห็ดถั่งเฉ้าไปหลายรุ่น และมีผลิตภัณฑ์ถั่งเฉ้าจำหน่ายแล้ว ถ้าสนใจก็ลองสอบถามข้อมูลกับผู้วิจัยทั้ง 2 แห่งนี้ได้ครับ
                สำหรับถั่งเฉ้าไหมไทย ยังไม่มีจำหน่าย รอการวิจัยอีกบางขั้นตอนและเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรม ที่มีผู้สมัครเข้ามายังกรมหม่อนไหมทุกวัน คงต้องคอยกันอีกระยะหนึ่งครับ แล้วจะแจ้งให้ผู้ที่สมัครได้รับทราบอีกครั้ง
    
 ผลิตภัณฑ์ถั่งเฉ้าสีทองที่มีจำหน่ายในประเทศไทย 
ถั่งเช่าคืออะไร
                “ถั่งเฉ้า”(ถั่ง = หนอน, เฉ้า = หญ้า) หรือที่เรียกว่า “หญ้าหนอน” ก็เพราะว่าในฤดูหนาวเป็นหนอน ในฤดูร้อนเป็นหญ้า บนที่ราบสูงทิเบต ตัวหนอนของผีเสื้อค้างคาวหรือผีเสื้อกะโหลก(Hepialus armoricanus) จะเจริญเติบโตอยู่ใต้ผิวดินบนภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ โดยมีสปอร์ของเชื้อเห็ดรา(Ophiocordyceps sinensis) กระจายอยู่ทั่วไป เมื่อหิมะละลายสปอร์จะไหลไปกับน้ำและซึมลงใต้ผิวดิน เมื่อหนอนกินสปอร์ของเชื้อเห็ดชนิดนี้เข้าไป สปอร์ก็จะงอกเป็นเส้นใยเจริญเติบโตบนตัวหนอน เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงอุณหภูมิสูงขึ้น เส้นใยรวมตัวหนาแน่นขึ้นก็จะแทงออกจากปากตัวหนอนที่ตายแล้วแข็งเป็นมัมมี่ ออกเป็นดอกเห็ดมีลักษณะเหมือนหญ้างอก โผล่เหนือพื้นดินเพราะต้องการแสง กลายเป็นขุมทองของชาวทิเบต เพราะอาจขายได้ถึงตัวละ 750 บาท
       หญ้าหนอน มีการค้นพบแล้วมากกว่า 300 ชนิด แต่มีไม่กี่ชนิดที่มีสารออกฤทธิ์หรือสารสำคัญ ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ในเอเชียมีการค้นพบที่เขตปกครองพิเศษทิเบต จีน เนปาล ภูฏาน เกาหลี เวียดนามและไทย
 ถั่งเฉ้าที่มีชื่อเสียง มีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่
  1. เห็ดถั่งเฉ้าทิเบต(Ophiocordyceps sinensis หรือชื่อเดิม cordyceps sinensis) 
  2. เห็ดถั่งเฉ้าสีทอง (Cordyceps militaris)
  3. เห็ดถั่งเฉ้าหิมะ(ถั่งเช่าเกาหลี) (Isaria tenuipes หรือชื่อเดิม Paecilomyces tenuipes)
  4. เห็ดถั่งเฉ้าจักจั่น (ว่านจักจั่น) (Isaria sinclairii หรือชื่อเดิม Paecilomyces cicadae)
   เห็ดถั่งเฉ้าเป็นราแมลงในกลุ่ม Ascomycetes ที่มีฤทธิ์ทางยาจากการวิจัยค้นคว้าทางเภสัชวิทยาพบว่า เห็ดถั่งเฉ้าประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น โมโนแซคคาไรด์ ไดแซคคาไรด์โพลีแซคคาไรด์ (เบต้า-กลูแคน) คอร์ไดเซปิน กรดคอร์ไดเซปิก อะดีโนซีน กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด
สรรพคุณของสารสำคัญในถั่งเฉ้า เช่น
  •  โพลีแซคคาไรด์(เบต้า-กลูแคน : β-Glucan) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกันลดระดับน้ำตาลในเลือด มีความน่าจะเป็นในการลดการโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ยืดอายุและชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • คอร์ไดเซปิน(cordycepin) มีฤทธิ์บำรุงไต เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของโลหิต ต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรค
  • กรดคอร์ไดเซปิก(cordycepic acid) ช่วยเพิ่มเมตาโบริซึมของร่างกาย ป้องกันเลือดออกในสมองเกิดลิ่มเลือด โรคหัวใจขาดเลือด และหอบหืด
  •  อะดีโนซีน(adenosine) ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ต้านการเกิดลิ่มเลือด     
ดักแด้ไหมอายุ 4-6 วัน พร้อมนำมาใส่เชื้อเห็ดถั่งเฉ้าในห้องปลอดเชื้อ
  ถั่งเฉ้าหิมะสร้างเส้นใยคลุมตัวดักแด้ไหม     
          
ถั่งเฉ้าหิมะกำลังเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดบนดักแด้ไหม
      ปัจจุบันกรมหม่อนไหม พบว่าเชื้อเห็ดถั่งเฉ้าหิมะเจริญได้บนดักแด้ไหมไทยพันธุ์นางลายได้ดี และจะมีการวิจัยเพิ่มเติมร่วมกับคณะผู้วิจัยทีมเดิมเพื่อให้ได้วิธีการที่ดีที่สุด และให้สารสำคัญในระดับสูง อีกทั้งมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อขอจดอนุสิทธิบัตรถั่งเฉ้าไหมไทย และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรผลิตและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป
     ดังนั้น ถ้าการดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายดักแด้ไหม ซึ่งปกติจะจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120-150 บาท แต่เมื่อนำไปผลิตเป็นถั่งเฉ้าราคาอาจสูงถึงกิโลกรัมละ 10,000 บาท เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากดักแด้ไหมให้กับเกษตรกร และเป็นการสร้างอาชีพใหม่สำหรับผู้สนใจผลิตถั่งเฉ้าเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้บริโภคถั่งเฉ้าไหมไทย โดยฝีมือคนไทยแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ
บรรณานุกรม
ธัญญา  ทะพิงค์แก.(2555) การเพาะเห็ดถั่งเฉ้าเป็นอาชีพ. กรุงเทพฯ:ทูโฟร์ พริ้นติ้ง.
วิโรจน์ แก้วเรือง.2556.รายงานการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเทคโนโลยีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ระหว่างวันที่ 19-29 เมษายน 2556 ณ มหาวิทยาลัยการเกษตรอันฮุย สาธารณรัฐประชาชนจีน.กรมหม่อนไหม 20 หน้า
ที่มา : น.ส.พ.กสิกร ปีที่ 86 ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2556 โดย วิโรจน์  แก้วเรือง

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ เริ่มใช้ ปี 2557

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ปี 2557

 

อ่านบทความพิเศษ เกี่ยวกับปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ใครได้ ใครเสีย !!

จาก http://tax.bugnoms.com/journal/discount-pit-tax-rate-2013/

 

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ปี 2557

1. รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนเดิม ตามพระราชกฤษฎีกา ( ฉบับที่ 470 ) พ.ศ. 2551

2. รายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 10%  >> 5%

3. รายได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% เหมือนเดิม

4. รายได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 20% >>  15%

5. รายได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% ตามเดิม

6. รายได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 30% >>  25%

7. รายได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% ตามเดิม

8. รายได้สุทธิตั้งแต่ 4,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 37% >> 35%


***

ลองดูการเปรียบเทียบการคำนวณภาษีฯ จากหลายเงินได้สุทธิ (ฉบับแก้ไข) กันนะคะ


 


โดย PhutaiKaowong

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พนักงานบัญชี/เสมียน : 1 อัตรา ทำงานที่เชียงใหม่

พนักงานบัญชี/เสมียน : 1 อัตรา
 ลักษณะงานบันทึกรายการบัญชีพร้อมปรับปรุงบัญชีทุกประเภท, ตรวจสอบความถูกต้องของภาษีขาย ภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกหัก ณ ที่จ่าย ,จัดทำแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อยื่นชำระภาษีณ.กรมสรรพากร ทุกวันที่ 15 ของเดือน, ตรวจนับสต็อคสินค้าและรายงานสรุปผลการตรวจนับส่งให้ผจก.แผนกบัญชี, ออกใบเสร็จรับเงินและต้นฉบับใบกำกับภาษีค่าสนับสนุนการขายให้แก่บริษัทคู่ค้าพร้อมติดตามเงินโอน และ งานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
 สวัสดิการประกันสังคม  โบนัส  เบี้ยขยัน  ค่าล่วงเวลา   
 เงินเดือน10,000 - 12,000 บาท
 คุณสมบัติผู้สมัครชาย หรือ หญิง   อายุ 20 ถึง 30 ปี
 วุฒิการศึกษา พาณิขย์ ปวช ปวส ปริญญาตรี บัญชี,การเงิน
 ประสบการณ์ 0 ปีขึ้นไป
 
1.มีความรู้พื้นฐานในการใช้โปรแกรมทางบัญชี
2.มีความรู้พื้นฐาน ในการใช้โปรแกรมสำนักงาน MS-Office
3.สามารถทำงานล่วงเวลาได้
 สถานที่ปฏิบัติงานTomco Packaging (Chiangmai) Co.,Ltd ฟ้าฮ่ามวิลเลจ 
 วิธีการสมัครงานมือถือ 081 617 2116 พงศ์ศักดิื์

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Logistic in AEC


สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV

สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV
วัชรินทร์  ยงศิริ
นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำนำ
                ในปัจจุบันมีการกล่าวถึงการรวมกลุ่มขนาดเล็กของประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยเฉพาะในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงกันมากขึ้น ประกอบกับในระยะ 2-3 ปีมานี้ ไทยเกิดความขัดแย้งทางพรมแดนด้านปราสาทพระวิหารกับกัมพูชา จึงทำให้กัมพูชาได้รับความเห็นใจจากลาวและเวียดนามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ในสายตาของประเทศภายนอกจึงดูเหมือนว่าไทยถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น
                ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจต่อท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ทราบข้อเท็จจริงว่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม มีจุดประสงค์การรวมตัวในระดับอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงเพื่ออะไร และไทยยังมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศนี้ได้หรือไม่

ที่มาและความหมาย
                สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV หรือสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนากัมพูชา-ลาว-เวียดนาม (Cambodia-Laos-Vietnam Development Triangle Zone) เป็นความร่วมมือของกัมพูชา ลาว และเวียดนาม เพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ มีที่มาจากแนวคิดริเริ่มของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อปี 2542 อันเนื่องมาจาก การเข้าเป็นสมาชิกองค์กรอาเซียนของเวียดนาม (ปี 2538) ลาว (ปี 2540) และกัมพูชา (ปี 2542) ตามลำดับ ภายหลังการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมในปี 2532 ในฐานะสมาชิกอาเซียนใหม่ ทั้งสามประเทศนี้มีสถานะทางเศรษฐกิจยังเหลื่อมล้ำด้อยกว่ากลุ่มสมาชิกอาเซียนเก่า จึงทำให้กัมพูชา ลาว เวียดนาม ต้องเกาะกลุ่มรวมกันในการปรับตัวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
                เหตุผลที่สามประเทศรวมตัวเป็นกลุ่มย่อย CLV ในองค์กรระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะกัมพูชา ลาว และเวียดนาม มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ร่วมกันมาได้ช่วยให้เกิดความไว้วางใจกันที่จะร่วมมือกันอีกครั้ง เริ่มจากกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ต่างเป็นอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสมาด้วยกัน และร่วมกันก่อตั้งขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนขึ้นมาทำการต่อสู้เพื่อให้ได้
เอกราชจากฝรั่งเศส ต่อมาในยุคสงครามอุดมการณ์ ทั้งสามประเทศปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้รวมตัวกันเป็นสหพันธ์อินโดจีน ซึ่งมีอดีตสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้นำค่ายโลกสังคมนิยม ทำสงครามต่อสู้กับค่ายโลกเสรี มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ พื้นที่ของสามประเทศ
CLV จึงกลายเป็นสมรภูมิสงครามตัวแทน (Proxy War) ระหว่างสหพันธ์อินโดจีนฝ่ายหนึ่งกับอาเซียน (เก่า) อีกฝ่ายหนึ่ง
                ต่อมาในปี 2547 ทั้งสามประเทศ CLV ได้เห็นชอบต่อแผนแม่บทในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ซึ่งประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การท่องเที่ยว การรักษาความมั่นคง พัฒนาสาธารณสุข พัฒนาการศึกษา พัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน พัฒนาพลังงาน และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ โดยแผนพัฒนาสามเหลี่ยมนี้มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัดชายแดนของสามประเทศ ได้แก่
                ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา มีจังหวัดกระแจ๊ะ จังหวัดสตึงแตรง จังหวัดรัตนคีรี และจังหวัดมณฑลคีรี
                ในเขตภาคใต้ของลาว มีแขวงอัตตะปือ แขวงสาละวัน แขวงเซกอง และแขวงจำปาสัก
                ในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม มีจังหวัดคนตุม จังหวัดยาลาย จังหวัดดักหลัก จังหวัด
ดักโนง และจังหวัดเดี่ยนเบียน

เหตุผลในการจัดตั้งสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา
                เหตุผลด้านเศรษฐกิจ เบื้องหลังแรงผลักดันที่ก่อตั้งสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา คือ การยอมรับว่าความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคทำให้สามารถบรรลุผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นจริงได้มากกว่าการกระทำโดยลำพังประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว   ดังนั้น สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV จะทำให้กัมพูชา ลาว และเวียดนาม สามารถเอาชนะปัญหาความขาดแคลนด้านแรงงาน ด้านเทคโนโลยี ด้านทรัพยากร ด้านที่ดิน และด้านสาธารณูปโภคได้ โดยสามารถเข้าถึงต้นทุนการผลิตได้ง่ายขึ้น และสามารถหาได้ภายในอนุภูมิภาค นั่นหมายถึง สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาจะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจุดประสงค์พัฒนาพื้นที่ชายขอบของประเทศ CLV ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ล้วนอยู่ในเขตแดนที่ด้อยพัฒนาของแต่ละประเทศให้เกิดความเจริญขึ้นมา
                เหตุผลด้านการเมือง สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของอนุภูมิภาคให้เข้มแข็ง เพราะการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกันไม่เพียงแต่มีในระดับชาติที่ทั้งสามประเทศ CLV พยายามร่วมมือให้เกิดสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาเป็นจริงขึ้นมา แต่ยังทำให้รัฐบาลส่วนท้องถิ่นของแต่ละประเทศ CLV ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นทางการมากขึ้นอีกด้วย โดยการสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันของเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและเศรษฐกิจระดับชาติให้มากขึ้น ในทางตรงข้ามหากรัฐบาลกลางของประเทศ CLV ไปบีบบังคับให้รัฐบาลส่วนท้องถิ่นกระทำการใดๆ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้ง และเกิดผลกระทบตามมาคือเกิดความแตกแยกในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
                ขณะที่ความร่วมมือจะทำให้เกิดความมั่นคงภายในประเทศของ CLV เพิ่มมากขึ้น เพราะเหตุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจได้ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวพรมแดนของสามประเทศ CLV ซึ่งบริเวณชายขอบส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อย เดิมทีแต่ละประเทศไม่มีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแห่งชาติต่อบริเวณพื้นที่ชายแดน  นอกจากนี้บริเวณตะเข็บชายแดนยังไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น การร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมชายแดน CLV จะก่อให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชายแดน อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าชายแดน เกิดการติดต่อค้าขายกันระหว่างประชาชนในบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา และการลงทุนก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรทางเศรษฐกิจเข้ามาลงทุนในเขตสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาแห่งนี้ เมื่อประชาชนตามตะเข็บแนวชายแดนมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว จึงส่งผลให้ความมั่นคงและสันติภาพทางการเมืองเกิดตามมา
                เหตุผลด้านสังคม สำหรับเหตุผลด้านสังคมของการก่อตั้งสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนามีความต่อเนื่องจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจและการเมือง คือ การพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพื้นที่สามเหลี่ยมจะส่งผลโดยตรงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น อาทิ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นทั้งด้านการศึกษา
การบริการสาธารณสุข และการคุ้มครองความปลอดภัยในสังคม โดยเฉพาะสตรีและเด็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา รัฐบาลประเทศ
CLV ได้กำหนดนโยบายสร้างความมั่นใจต่อการปรับปรุงชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
                นอกจากนี้รัฐบาลประเทศ CLV ยังส่งเสริมความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การค้ามนุษย์ข้ามแดน การค้ายาเสพติดข้ามประเทศ และการลักลอบค้าสินค้าเถื่อน

วัตถุประสงค์พัฒนาสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา
                มีวัตถุประสงค์พัฒนาเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ดังนี้
                                ด้านการเชื่อมโยงเส้นทางถนน ในสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาโดยการสร้างถนนในประเทศ CLV ให้สามารถเชื่อมโยงติดต่อกัน ดังเช่นตัวอย่าง รัฐบาลกัมพูชาสร้างถนนหมายเลข 7 เชื่อมโยงกัมพูชากับลาว จากจังหวัดกระแจ๊ะไปจังหวัดสตึงแตรงถึงชายแดนกัมพูชา-ลาว ไปเชื่อมต่อกับถนนหมายเลข 13 ของลาวในแขวงจำปาสัก และถนนอีกสายหนึ่งคือ ถนนหมายเลข 78 เชื่อมจากบ้านหลวง-โอยาดา ในจังหวัดมณฑลคีรี ไปจังหวัดยาลายของเวียดนาม ส่วนในลาวถนนหมายเลข 18B ในแขวงอัตตะปือไปยังเวียดนาม
                                                ถนนสายต่าง ๆ เหล่านี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา เมื่อมีถนนเชื่อมโยงเข้าหากันจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า และการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างสามประเทศ CLV ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งสามประเทศสามารถพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณสามเหลี่ยมไปได้อย่างรวดเร็ว
                                ด้านพลังงาน มีการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า จากพลังงานน้ำในแม่น้ำเซซาน (Sesan River) ในกัมพูชา และจะพัฒนาต่อไปในการเชื่อมโยงสายส่งกระแสไฟฟ้า และการส่งเสริมการค้าพลังงานไฟฟ้าในสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา สำหรับการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตร และการสำรวจเหมืองแร่ในบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา
                                ด้านการท่องเที่ยวและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากบริเวณสามเหลี่ยม CLV มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่สูง เพราะมีธรรมชาติป่าเขา น้ำตก แม่น้ำ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชประจำถิ่นเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง ดังนั้น เพื่อใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งสามประเทศ CLV ควรจัดหาสาธารณูปโภค เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา เพื่อสร้างแรงดึงดูดแก่นักลงทุนให้เข้ามาลงทุนด้านการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนานี้
                                                ขณะเดียวกันควรจะต้องมีการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยปกป้องคุ้มครองป่าดึกดำบรรพ์ พรรณไม้และสัตว์ประจำถิ่นของสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาไม่ให้สูญหายไป
                                ด้านการเกษตรและการค้า หลังจากก่อตั้งสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาขึ้นมา ได้มีบริษัทของเวียดนามเข้ามาลงทุนปลูกยางพาราในโอยาดา จังหวัดมณฑลคีรี เพื่อเป็นสินค้าส่งออกยางพาราไปยังจีน (ซึ่งขยายตัวอุตสาหกรรมรถยนต์) ความร่วมมือในการลงทุนเกษตรนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเวียดนามและกัมพูชา โดยเวียดนามเข้ามาขอสัมปทานพื้นที่ปลูกยางเป็นการขยายการผลิต (ซึ่งที่ดินในเวียดนามมีไม่พอเพียงกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น) ส่วนกัมพูชาจะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร การแบ่งปันพันธุ์ยางใหม่ ประการสำคัญที่สุดเกิดการจ้างงานคนกัมพูชาให้เกิดรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งจะมีผลช่วยลดปัญหาความยากจนของประชาชนใน CLV
                                                การสร้างตลาดค้าชายแดนที่โอยาดา เป็นการช่วยขยายและเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนของกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในอันดับต้น ๆ ของนโยบายรัฐบาลกัมพูชาและมีส่วนช่วยส่งเสริมอาชีพเพื่อลดปัญหาความยากจน
                                ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา สิ่งที่จะใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือ การศึกษา และการสาธารณสุข เพราะเป็นตัวบ่งชี้ในการลดปัญหาความยากจนของประชาชนในบริเวณสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา
                                                ดังตัวอย่าง ความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามได้สร้างหอพักนักศึกษาให้แก่นักศึกษากัมพูชาที่มหาวิทยาลัย Tay Nguyen และสร้างโรงเรียนระดับอาชีวศึกษาในจังหวัดรัตนคีรีและจังหวัดมณฑลคีรี โดยเป็นเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า
จากวัตถุประสงค์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล CLV ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายขอบซึ่งไม่เคยอยู่ในแผนพัฒนาแห่งชาติได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น รัฐบาล CLV ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันที่จะร่วมมือส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจะเปลี่ยนสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนาจากพื้นที่ชายขอบให้เป็นศูนย์กลางของความเจริญเติบโตและความมั่งคั่งของประเทศ CLV ทั้งสาม




ไทยกับโอกาสสร้างสัมพันธ์กับ CLV
                การรวมกลุ่มสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV ย่อมเป็นที่ทราบเจตนารมณ์อยู่แล้วว่า ต้องการรวมตัวเฉพาะ 3 ประเทศเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยและคนไทยควรสร้างความตระหนักรู้อย่างเท่าทันว่า CLV พยายามรวมกันทางเศรษฐกิจเพื่อพึ่งพากันเองในเบื้องต้น และไม่ควรวิตกจนเกินไปว่าไทยจะถูกโดดเดี่ยวจาก CLV หรือการรวมตัวของ CLV จะพัฒนาไปสู่ด้านการทหาร เพราะยังมีกรอบของอาเซียนเป็นตัวบังคับอยู่ว่าในปี 2558 อาเซียนจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งไทยและ CLV ก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกันทั้งนั้นจึงไม่มีการแบ่งแยกและคุกคามความมั่นคงประชาคมอาเซียน
                แต่ในที่นี้ผู้เขียนขอเสนอให้ไทยคิดทบทวนความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับ CLV และหาวิธีการใหม่เข้าไปสร้างสัมพันธ์กับ CLV โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา ดังนี้
                                ประการที่ 1 ทบทวนการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน จากที่เคยปฏิบัติมากับ CLV คือ
ส่งสินค้าไปที่กรุงเวียงจันทน์และกรุงพนมเปญ และส่งผ่านไปยังนครโฮจิมินห์ ให้เปลี่ยนเป็นขยายการค้าชายแดนมุ่งเข้าไปยังสามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา
CLV โดยใช้เส้นทางถนนที่มีอยู่จากไทยเชื่อมโยงเข้าไปในลาว-กัมพูชา-เวียดนาม อาทิ ขนส่งสินค้าจากไทยออกที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ออกไปยังแขวง
จำปาสักของลาว ต่อจากนั้นใช้ถนนหมายเลข 13 ไปออกชายแดนลาว-กัมพูชาเชื่อมเข้ากับถนนหมายเลข 7 ของกัมพูชาไปจังหวัดสตึงแตรง กระแจ๊ะ รัตนคีรี และมณฑลคีรี และยังสามารถใช้ถนนหมายเลข 78 เข้าถึงตลาดในโอยาดา จังหวัดมณฑลคีรี ซึ่งจากโอยาดาสามารถขนส่งสินค้าผ่านแดนไปเวียดนามในจังหวัดยาลายได้ ไม่เพียงเท่านี้สามารถใช้ถนนหมายเลข 18
B ในแขวงอัตตะปือขนส่งสินค้าไปยังเวียดนามได้อีกด้วย
                                ประการที่ 2 ในพื้นที่สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา CLV ส่วนใหญ่ประชาชนยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังมีพื้นที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อีกมากที่รอการพัฒนาโดยเฉพาะการลงทุนด้านการเกษตร ดังนั้น กลุ่ม CLV จึงต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรอีกมากเพื่อนำไปพัฒนา เรื่องนี้ไทยมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเกษตรอยู่เหนือกว่า CLV ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ไทยใช้ช่องทางนี้ในการสร้างสัมพันธ์กับ CLV โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนการเกษตรใน CLV เพื่อจะได้นำเทคโนโลยีการเกษตรไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรใน CLV ด้วยหวังจะได้เพิ่มพูนผลผลิตให้มากขึ้น หรือไทยให้ความช่วยเหลือเทคโนโลยีการเกษตรในระดับรัฐต่อรัฐแก่ CLV สำหรับเชื่อมความสัมพันธ์

                ความลงท้าย บทความนี้อาจจะเป็นบทเรียนให้แก่ประเทศไทยและคนไทยไม่มากก็น้อยได้ตระหนักว่า ไทยไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท อย่าคิดว่าไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า CLV จนเป็นแหล่งงานที่ผู้คนจาก CLV พากันอพยพเข้ามาหางานทำ แท้จริงแล้วไทยต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจาก CLV อยู่อีกมาก และต้องการตลาดระบายสินค้าไทยใน CLV ซึ่งเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน